บทบาทจีน กับ 10 ปี ความร่วมมือล้านช้าง – แม่โขง

กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Lancang–Mekong Cooperation : LMC) เป็นความร่วมมือระหว่าง 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง คือ จีน ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม  ที่มีจุดเริ่มต้นจากข้อเสนอของประเทศไทยในปี 2555 และจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2559

โดยมุ่งเน้นความร่วมมือ 3 เสาหลัก คือ 1. ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง 2. ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ 3. ความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม เพื่อมุ่งสู่พันธกิจหลักที่สำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมโยงของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสร่วมกัน

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าจับตามองของกรอบความร่วมมือ ล้านช้าง–แม่โขง คือ เป้าหมายด้าน “ความมั่นคงทางน้ำ” (water security) และ “ความมั่นคงทางพลังงาน” (energy security) ที่มีการเดินหน้าเพื่อยกระดับความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยการเชื่อมโยง “น้ำ และ พลังงาน” (Water–Energy Nexus) ผ่านการแลกเปลี่ยนทรัพยากรน้ำ ควบคู่กับการค้าพลังงานไฟฟ้าระหว่างประเทศในลุ่มน้ำ ซึ่งประเทศต้นน้ำจะสามารถปล่อยน้ำช่วยประเทศปลายน้ำในช่วงขาดแคลน ส่วนประเทศที่เสียประโยชน์จากน้ำ จะได้รับการชดเชยผ่านไฟฟ้า เช่น การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้ทุกประเทศร่วมมือ (win-win) และลดความขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำได้อย่างน่าสนใจ

ทั้งยังเป็นการกระตุ้นความร่วมมือเกี่ยวกับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ เพื่อควบคุมน้ำและการผลิตไฟฟ้า สร้างระบบส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดน สร้างระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ ให้เกิดการใช้น้ำเพื่อผลิตพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของไฟฟ้าในภูมิภาค รองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น

อีกความร่วมมือที่น่าสนใจ คือ ระเบียงเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ไร้รอยต่อ (Seamless Economic & Logistics Corridors) ซึ่งมุ่งสร้างการเชื่อมโยง โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ การขนส่ง และ การค้า ให้สามารถข้ามพรมแดนได้โดยไม่มีคอขวด หรือไร้ตะเข็บ ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางดิจิทัลข้ามพรมแดน รวมทั้งให้สามารถเชื่อมกับโครงการขนาดใหญ่ของจีน Belt and Road Initiative (BRI) ระเบียงเศรษฐกิจไร้รอยต่อ จึงไม่ได้มีเพียงแค่การสร้างถนน หรือรถไฟ แต่ยังมุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเชื่อม “จีนตอนใต้–ลาว–ไทย–เวียดนาม” มีการปรับปรุงเพื่อมุ่งลดขั้นตอนศุลกากร และสร้างมาตรฐานร่วมด้านโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการค้า การลงทุน และ การท่องเที่ยว ในลุ่มน้ำโขงมากขึ้น

ผลสำเร็จจากการสร้างสะพานและถนนข้ามแดน อาทิ สะพานมิตรภาพไทย–ลาว หลายแห่ง ถนน R3A (จีน–ลาว–ไทย) ช่วยให้การขนส่งทางบกมีความต่อเนื่องมากขึ้น และอำนวยความสะดวกทางการค้า ผลักดันระบบศุลกากร และ ASEAN Single Window ด้วยระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดระยะเวลาพิธีการ ลดการเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ชายแดน เป็นต้น แม้ว่าอาจมีบางส่วนที่ยังต้องดำเนินการแก้ไขอยู่ เช่น กฎระเบียบที่ยังไม่สอดคล้องกันจากระบบศุลกากร ภาษี และมาตรฐานสินค้าที่ยังแตกต่างกัน หรือกรณีของประเทศไทย ซึ่งรถไฟไทยยังไม่ได้เชื่อมเต็มรูปแบบกับรถไฟจีน–ลาว

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันยังถือเป็นการสนับสนุนให้เกิด “ระเบียงการค้าทางบก–ทางทะเลสายใหม่” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่แทนเส้นทางเดิม ในการเชื่อมจีนตะวันตกกับอาเซียนและทางออกสู่ทะเล ซึ่งจะลดการพึ่งพาชายฝั่งตะวันออกของจีน ส่งผลให้ระยะเวลาในการขนส่งและต้นทุนลดลง เนื่องจากเร็วกว่าการอ้อมไปท่าเรือใหญ่เดิม จึงช่วยให้ปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะพบว่ามีหลายประเทศเริ่มใช้เส้นทางนี้มากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเวียดนาม

การยกระดับความมั่นคงทางน้ำและพลังงาน เป็นอีกข้อที่น่าจับตามอง คือ การมุ่งบูรณาการ “น้ำ และ พลังงาน” เข้าด้วยกัน โดยใช้การบริหารทรัพยากรในระดับทั้งลุ่มน้ำ ไม่ใช่รายประเทศ ผ่านการพัฒนาระบบแบ่งปันข้อมูลและบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการส่งเสริมการค้าไฟฟ้าข้ามพรมแดน เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงแบบองค์รวม ทั้งเรื่องน้ำ อาหาร และพลังงาน ผ่านศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรน้ำ และ การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ซึ่ง ณ ปัจจุบันต้องถือว่า มีความคืบหน้าและได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ยังมีทั้งข้อจำกัดและข้อท้าทายสำคัญที่ยังต้องร่วมมือกันแก้ไข อาทิ ความโปร่งใสของข้อมูลที่อาจจะยังมีไม่ครบทุกช่วงเวลา ทำให้ประเทศปลายน้ำยังมีข้อกังวลในเรื่องการปล่อยน้ำหรือการใช้น้ำได้จริง

ด้านการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ถือว่าประสบความสำเร็จสูง เห็นได้จากมีการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนเกิดขึ้นจริง เช่น ไทย–ลาว–มาเลเซีย–สิงคโปร์ (LTMS-PIP project) ในขณะที่ ลาวได้กลายเป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” สามารถส่งออกไฟฟ้าพลังน้ำ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า ทำให้ประเทศที่ไฟฟ้าขาดสามารถนำเข้าได้ทันที จึงช่วยลดความเสี่ยงไฟฟ้าดับและต้นทุนสำรองไฟฟ้า อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน โดยพลังน้ำจากลุ่มน้ำโขงถูกใช้ในระดับภูมิภาคมากขึ้น เปิดทางสู่การแลกเปลี่ยนพลังงานสะอาดมากขึ้น

อีกทั้งการมี กองทุนพิเศษภายใต้กรอบล้านช้าง–แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund) ซึ่งลงลึกในระดับปฏิบัติ โดยเฉพาะในโครงการขนาดเล็กระดับชุมชนให้เกิดขึ้นจริง มีการกระจายงบไปยังโครงการขนาดเล็กในประเทศสมาชิก เช่น ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา เพื่อเพิ่มศักยภาพชุมชน โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยี มากกว่าการให้เงินอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

สำหรับบทบาทของจีน ตลอดช่วง 10 ปีของกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง ต้องถือว่าเป็นทั้งผู้นำหลัก ผู้สนับสนุนทรัพยากร และผู้ผลักดันหลักในการกำหนดกรอบความร่วมมือ และวาระสำคัญ เช่น น้ำ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ใหญ่อย่าง BRI ช่วยให้ LMC มีทิศทางชัดและเดินได้เร็ว เพราะจีนสนับสนุนทั้งเงินทุน ผ่าน Lancang-Mekong Cooperation Special Fund สนับสนุนด้านเทคโนโลยี และสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้โครงการจำนวนมาก “เกิดขึ้นได้จริง” โดยเฉพาะระดับชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งต่างจากกรอบความร่วมมือแบบพหุภาคีที่มักเคลื่อนช้า

สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จะช่วยยกระดับศักยภาพของไทยในการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำย่อยและระดับชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่ยึดโยงกับระบบนิเวศของแม่น้ำโขงโดยตรง

โดยสรุป การที่จีนให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างอย่างจริงจัง ประเทศไทยจึงควรใช้เป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือในทุกด้าน  ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อรับมือกับอุทกภัยและภัยแล้งในแม่น้ำโขง การร่วมกันแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ การใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการดำเนินโครงการเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 หรือแม้แต่กระทั่งการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มภูมิภาค

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว Bangkok Today Online

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/OpvOV
More
articles