ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (NDB) ความร่วมมือและอนาคตการเงินโลกที่ขับเคลื่อนโดยจีน

ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (New Development Bank – NDB) เริ่มต้นเมื่อปี 2014 ในการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS ครั้งที่ 6 ผู้นำทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ จีน บราซิล รัสเซีย อินเดีย และแอฟริกาใต้ ได้ร่วมลงนามใน “ข้อตกลงจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (New Development Bank)” ที่เมืองฟอร์ตาเลซา ประเทศบราซิล ซึ่งต่อมา NDB ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2015 โดยมีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และมีทุนจดทะเบียน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเริ่มต้นจากสมาชิกหลัก 5 ประเทศลงทุนเท่า ๆ กัน คือ ประเทศละ 10,000 ล้านดอลลาร์

วัตถุประสงค์หลัก คือ มุ่งสร้าง “ธนาคารทางเลือก” ที่ไม่พึ่งพา ธนาคารโลก (World Bank) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เนื่องจากทั้ง 2 สถาบันโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกครอบงำโดยชาติตะวันตก ด้วยเหตุผลนี้เอง บทบาทและความสำคัญของ NDB จึงประกอบไปด้วย การจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีดิจิทัล

ขณะเดียวกัน ต้องการผลักดันให้ NDB เป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางทางการเงินโลก (Alternative Financial Institution) เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์และสถาบันการเงินตะวันตก สร้างระบบการเงิน“หลายขั้ว” (multipolar financial order) และส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น ตลอดจนสนับสนุนให้กู้ยืมและลงทุนโดยไม่ต้องใช้ USD เพียงอย่างเดียว เป็นการสร้างพลังทางการเงินคู่ขนานกับ Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ที่จีนริเริ่มก่อนหน้า

บทบาทของ NDB จึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่แสดงถึงศักยภาพและบทบาททางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเน้นในกลุ่มประเทศสมาชิก BRICS และประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และเสริมพลังการเมืองของกลุ่ม BRICS

ทั้งนี้ จีนมีบทบาทสำคัญ ในฐานะเจ้าภาพ, ผู้สนับสนุนเงินทุน, และใช้ NDB เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างระเบียบเศรษฐกิจโลกแบบหลายขั้ว โดยใช้ NDB เป็นแกนกลางทางการเงินในโลกกำลังพัฒนา เนื่องจากจีนมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมหาศาล และเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดใน BRICS

นอกจากนี้แนวทางของทั้งข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative (BRI) และ NDB สามารถเป็นแหล่งเงินทุนเสริมสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวพันกับเส้นทางสายไหมใหม่ จึงยิ่งเป็นการเสริมบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์ได้เป็นอย่างดี และจะส่งให้จีนเป็น “ผู้ให้ทางเลือก” แก่ประเทศกำลังพัฒนาแทนที่จะพึ่งพาแต่เฉพาะ IMF และ World Bank เช่นที่ผ่านๆมา

ส่งผลให้จากเดิม NDB มี 5 ประเทศ BRICS  จากนั้นในเวลาต่อมา ได้ขยายสมาชิกใหม่ เช่น บังกลาเทศ, อียิปต์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อุรุกวัย และยังมีซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรอเข้าเป็นสมาชิกอยู่

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2025 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เดินทางเยือนธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ของกลุ่ม BRICS ที่เซี่ยงไฮ้ และพบปะกับนางดิลมา รูสเซฟฟ์ ประธาน NDB โดย สี จิ้นผิง ชี้ให้เห็นว่า NDB “เป็นความคิดริเริ่มที่แสดงถึงการพึ่งพาตนเองของประเทศกลุ่มโลกใต้ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปและปรับปรุงธรรมาภิบาลระดับโลก และได้เติบโตเป็นพลังใหม่ในระบบการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นชื่อเสียงอันโดดเด่นของความร่วมมือในกลุ่มโลกใต้”

สี จิ้นผิง ยังได้กล่าวถึงคำสำคัญหลายคำเกี่ยวกับการพัฒนาในอนาคตของ NDB อาทิ เทคโนโลยีทางการเงิน, การเงินสีเขียว, การลดช่องว่างทางดิจิทัล ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่โลกกำลังต้องการอย่างเร่งด่วนในปัจจุบัน

หวัง เหล่ย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความร่วมมือ BRICS มหาวิทยาลัยปักกิ่งนอร์มอล กล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดดำเนินการในปี 2015 NDB ประสบความสำเร็จอย่างมาก ตั้งแต่การอนุมัติและขับเคลื่อนโครงการมากกว่า 100 โครงการ ไปจนถึงการสำรวจและสร้างกรอบการบริหารจัดการและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และค่อยๆ กำหนดขอบเขตสำคัญของการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนและโครงสร้างพื้นฐานในตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา “เรียกได้ว่าทำเกินเป้าหมายและเกิดผลลัพธ์ที่น่าชื่นชม”

เจียง เทียนเจียว รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัย BRICS สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น กล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เน้นย้ำว่า ความร่วมมือ BRICS ที่กว้างขึ้น ได้เข้าสู่ระยะการพัฒนาคุณภาพสูงแล้ว และ NDB ก็ควรจะเริ่มต้น“ทศวรรษทอง”ที่สองของการพัฒนาคุณภาพสูงเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เป็นการชี้ทิศทางสำหรับการพัฒนาในอนาคตของ NDB

สำหรับประเทศไทย ประโยชน์ที่ไทยอาจได้รับจาก NDB ชัดที่สุดคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันไทยยังพึ่งพาแหล่งกู้จาก ธนาคารโลก, ADB (Asian Development Bank), JICA เป็นหลัก

อีกทั้ง ถ้าไทยสามารถร่วมมือกับ NDB ได้  จะมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว, การคมนาคม, พลังงานสะอาด และโดยภูมิรัฐศาสตร์ ต้องยอมรับว่าไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ของ Land Bridge, รถไฟความเร็วสูง, โลจิสติกส์อาเซียน–จีน ดังนั้น หาก NDB เข้ามาเป็นผู้ให้ทุน จะช่วยดันโครงการที่จีนสนับสนุน จะทำให้ไทยมีโอกาสมากขึ้นในการเป็น “ศูนย์กลางคมนาคมและการค้า” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น แม้ว่าประเทศไทย ไม่ใช่สมาชิกก่อตั้ง NDB แต่ก็อยู่ในจุดที่ “ได้ทั้งโอกาสและความท้าทาย” จากการขยายตัวของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่นี้

อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่ไทยจะถูกกลุ่มประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา มองว่าเอียงไปทางจีน และ รัสเซีย อันอาจจะนำไปสู่การเสียสมดุลเชิงการทูต หรือแม้แต่ถูกมองว่าอนาคตจะพึ่งพาเงินหยวนมากเกินไปได้เช่นกัน ดังนั้น ไทยควรใช้ NDB เป็น “ทางเลือกเสริม” ไม่ใช่ “ทางเลือกแทน” และบริหารความสัมพันธ์ทั้งฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก ให้สมดุล คือ ยังคงสัมพันธ์ที่ดีกับทั้ง ADB และ World Bank ซึ่งเป็นฝั่งตะวันตก และสร้างสัมพันธ์กับ NDB ที่เป็นฝั่ง BRICS ซึ่งการสร้างสมดุลดังกล่าวน่าจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยในเวทีโลกได้

สำคัญที่สุดคือ ไทยต้องรักษา“สมดุลการทูต” ระหว่างสหรัฐฯ–จีน ไม่ให้ดูเหมือน “เลือกข้าง” ในเกมสงครามเศรษฐกิจระดับโลก โดยที่ได้ประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ และการรักษาสมดุลการเมือง น่าจะเป็นแนว “ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด”

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว บางกอกทูเดย์

#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวwealth_and_biz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/B6EqM
More
articles