ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการเลือกตั้งนายก อบจ. และ สมาชิกสภา อบจ. เมื่อวันที่ 1 ก.พ.68 ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์การเมือง หลากฟากฝ่ายต่างแสดงความเห็นสะท้อนให้เห็นไปหลายมุมมอง
ทว่า เสียงส่วนใหญ่ฟันธง!ถึงการกลับคืนสังเวียนการเมืองครั้งนี้ของนายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้นำจิตวิญญาณของ“เพื่อไทย” ได้ปลุกกระแสฐานเสียงที่แน่นหนาคือพี่นองประชาชนคนเสื้อแดงทั่วทั้งประเทศได้ตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง และพลังแน่นปึ๊ก จนทำให้ผู้ยิ่งใหญ่และอยู่เบื้องหลังกลุ่มสีน้ำเงินอย่าง“ภูมิใจไทย”ต้องกลับมาตระหนักคิด และลดความผยองลำพองทั้งเรื่องกระสุนและกระแสในมือ ไม่ได้อีกต่อไป
ไม่นับรวมเครื่องจักรสีส้มอย่าง “พรรคประชาชน” ที่รอบนี้แทบจะโดนน็อคคาที่ทุกเวที เรียกว่าส้มโดนเทก็ว่าได้
เพราะผลงานของพรรคเพื่อไทยในศึกชิงนายก อบจ.ครั้งนี้ สามารถชิงเก้าอี้ไปได้ถึง 10 จังหวัด เฉือนพรรคภูมิใจไทยที่ได้มา 9 จังหวัด พรรครวมไทยสร้างชาติ 3 จังหวัด พรรคกล้าธรรม 2 จังหวัด พรรคชาติไทยพัฒนา 2 จังหวัด พรรคประชาชาติ 2 จังหวัด ขณะที่พรรคประชาชน 1 จังหวัด เท่านั้น
ที่สำคัญในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคอีสาน ที่นายทักษิณลงลุยพบปะประชาชนในฐานะผู้ช่วยหาเสียงนั้น เรียกกระแสความเชื่อมั่นกลุ่มคนเสื้อแดงกลับมาได้ จนชนะเลือกตั้งและสามารถล้มแชมป์เก่าถึง 3 จังหวัด คือ จ.นครพนม หนองคาย และ มหาสารคาม ลบคำสบประมาทของกองแช่งข้างเวทีบาดเจ็บกันระนาว

ส่วนผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ภาคเหนือ ซึ่ง“ทักษิณ”ลุยช่วยหาเสียงอย่างหนักก็ได้ขนะเลือกตั้งมาถึง 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ และน่าน โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดนั้น นายทักษิณสู้อุตส่าห์ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงอย่างหนักถึง 2 ครั้ง จนทำให้“สว.ก๊อง”รักษาเก้าอี้นายก อบจ.อีกสมัย
“นายกฯทักษิณและพรรค ตั้งแต่ไทยรักไทย ถึงเพื่อไทย ไม่เคยชนะเลือกตั้งด้วยเวทมนต์ แต่สำเร็จด้วยผลงาน และนโยบายที่ทำได้จริง ประชาชนที่เลือกเล่าได้เป็นฉากๆว่าเลือกเพราะอะไร นโยบายไหนโดนใจ นายกฯทักษิณยังคงมีพลังทางการเมือง ส่งผลบวกอย่างยิ่งต่อฐานคะแนนของพรรคเพื่อไทย 10 จาก 16 ที่ถือว่าผ่านได้มากกว่าทุกพรรคด้วย”นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โพสต์ข้อความส่วนหนึ่งถึงผลการเลือกตั้งนายก อบจ.
ไม่เพียงการสะท้อนชื่อของ“ทักษิณ”ในผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งนี้ แต่นักวิเคราะห์การเมืองยังฉายภาพชื่อของ“บ้านใหญ่ แห่งพะเยา” คือ “ผู้กองธรรมนัส” หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.เขต 1 พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม โดดเด่นและร้อนแรงอีกด้วย

เนื่องเพราะ ร.อ.ธรรมนัส สร้างผลงานจากการสนับสนุนผู้สมัครเลือกตั้งทั้งหมด 4 จังหวัด คือ หนองบัวลำภู สมุทรสงคราม สุราษฎร์ธานี และนราธิวาส และสามารถคว้าชัยได้ถึงสองจังหวัด คือ หนองบัวลำภู และสมุทรสงคราม และล่าสุดยังได้นำ นายเจษฎา ญาณประภาศิริ ว่าที่นายก อบจ.สมุทรสงคราม นางศรัณยา สุวรรณพรหม ว่าที่นายก อบจ.หนองบัวลำภู สวมเสื้อพรรคกล้าธรรม ขึ้นโชว์เปิดตัวในฐานะสมาชิกพรรค ต่อที่ประชุมใหญ่พรรคกล้าธรรม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นการันตี

ส่วนสนามเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรีนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ตนดูแล น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ จอย ภรรยาอดีต สจ.โต้ง เหมือนน้องสาว และเข้าไปกำกับดูแลการเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าจะลงในนามพรรคเพื่อไทย แต่ทีมงานที่ไปช่วยการเลือกตั้งจนนางณภาภัชได้รับชัยชนะ คือทีมงานของตนและทีมงานของพรรคเพื่อไทย
นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ซึ่งได้รับการเลือกตั้ง ส.อบจ. ยกจังหวัด อาทิ นราธิวาส ชัยภูมิ พะเยา กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู ก็นับเป็นผลงานการสนับสนุนจากบ้านใหญ่ในนาม ผู้กองธรรมนัส เช่นกัน

ที่สำคัญ คำกล่าวเสียงของผู้กองธรรมนัส ที่ประกาศบนเวทีอย่างฉะฉาน ชัดเจนตามสไตล์ใจถึง พึ่งได้ โดยเฉพาะภาคอีสานอย่างหนองบัวลำภู ในทำนองว่าตนเองเลือดสีแดงของแท้ เพราะเคยทำงานอยู่กับท่านอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ยุคไทยรักไทย และเป็นสมาชิกพรรคการเมืองครั้งแรกก็สังกัดพรรคไทยรักไทย จึงเป็นการส่งสัญญาณยืนข้างใครชัดเจน
เป็นเสมือนเครื่องพิสูจน์ว่า “ผู้กองธรรมนัส” คือบุคคลที่“นายใหญ่ทักษิณ”ไว้วางใจ ให้เป็นมือทำงานขับเคลื่อนทางการเมืองทั้งที่แจ้งและทางลึก สมกับคำว่า “อาวุธลับ”ที่ทรงพลัง ที่กระแสสื่อตั้งฉายาให้“ผู้กองธรรมนัส”ในขณะนี้


