ตลาดหลักทรัพย์ปิดติดลบแรง ‘ภากร’ ยันแค่ผันผวนระยะสั้น มั่นใจพื้นฐานยังดี

ผู้จัดการ ตลท. แถลงด่วน หลังหุ้นไทยวันนี้รูดกว่า 30 จุด ชี้การซื้อขายยังไม่ผิดปกติ เผยปีนี้ฟันโฟลว์ไหลออกแล้ว 1.7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะสั้น

26 ตุลาคม – การปิดตลาดในวันนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) อยู่ที่ 1,371.22 จุด ลดลง 30.48 จุด (-2.17%) มูลค่าซื้อขาย 45,690.17 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิกว่า1,557 ล้านบาท นักวิเคราะห์ระบุเกิดจากภาวะทั้งในและต่างประเทศ โดบกังวลดอกเบี้ยสหรัฐอาจยืนสูงยาวนาน สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดมากขึ้น ในขณะที่ในประเทศยังรอความชัดเจนเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยอมรับว่าหุ้นไทยร่วงลงหนักมากว่าตลาดหุ้นอื่นในหลายประเทศ โดยมองว่าสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอก ดังนั้น จึงเชื่อว่าหากปัจจัยลบในต่างประเทศคลี่คลาย โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางคลี่คลายลง ก็จะมีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะพลิกกลับมาได้ เพราะปัจจัยพื้นฐานของประเทศไม่ได้มีปัญหา ทั้งความแข็งแกร่งและควาสามารถในการปล่อยสินเชื่อ ของสถาบันการเงิน แต่สิ่งที่ยังน่ากังวล คือหนี้ครัวเรือน อย่างไรก็ตามขอให้พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ให้รอบคอบ ส่วนการเติมสภาพคล่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภาวะตลาดทุนนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการมีการหารือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

สำหรับภาวะหุ้นไทยวันนี้ การซื้อขายไม่มีความผิดปกติ แม้จะลดลงถึง 30 จุด สำหรับการทำ Short Sell หรือการยืมหุ้นมาขายเพื่อลงทุนในทิศทางขาลง อยู่ที่ 11.34% ซึ่งยังอยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสมไม่เกิน 12% โดยตั้งแต่ต้นปีดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงมากกว่า 15% เป็นผลจากสภาพคล่องในประเทศที่ลดลง ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี มาตลอด โดยเริ่มปรับตัวรุนแรงตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ปรับตัวลงทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมากกว่า 15% ส่วนฟันโฟลว์จนถึงเมื่อวาน (25 ต.ค.) ไหลออกไปแล้วประมาณ 1.7 แสนล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ยังถือว่าสัดส่วนการถือหุ้นไทยของนักลงทุนต่างประเทศเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ดังนั้น เงินที่หายออกไปจึงเป็นเงินที่เกิดจากการซื้อขายระยะสั้น

“ปัจจัยในประเทศมีผลกดดันตลาดหุ้นไทยมากน้อยเท่าใดนั้น อยากให้รอฟังข้อมูลจากรัฐบาลมากกว่า เพราะ ตลท.ไม่ได้มีข้อมูลดังกล่าว รวมถึงเป็นผู้รับฟังข้อมูลจากรัฐบาลด้วยเช่นกัน โดยสิ่งที่อยากเน้นมากกว่าคือ ให้ดูสภาพเศรษฐกิจที่เป็น และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ดัชนีควรจะเป็นอย่างไรมากกว่าแทน แต่ปัจจัยการเมืองจะเป็นอย่างไรอยากให้นำมาใช้พิจารณาคู่กับสิ่งที่เห็นในปัจจุบัน ส่วนความคืบหน้าการขยายเวลาเปิดตลาดหุ้นไทยเร็วขึ้น และใช้เวลามากกว่าเดิม ยืนยันว่ายังอยู่ในช่วงของการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดหุ้นไทยทั้งหมด จึงยังไม่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้” นายภากรกล่าว

นายภากรกล่าวว่า การไหลออกของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ขณะนี้ขายสุทธิสะสมอยู่ที่ 1.7 แสนล้านคน เทียบกับการเข้าซื้อหุ้นไทยประมาณ 2 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ทำให้มีฟันด์โฟลว์เหลือในตลาดหุ้นไทยอยู่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่น่าสนใจคือ ปริมาณการถือหุ้นไทยของต่างชาติมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หากเทียบเป็นสัดส่วน ย้อนไปเดือนพฤศจิกายน 2565 มีถือครองหุ้นไทย 29% เดือนตุลาคม 2566 ถือครองอยู่ประมาณ 29.31% แต่การปรับลดลงของดัชนีหุ้นไทย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณเม็ดเงินที่ถือครองหุ้นจาก 5.75 ล้านล้านบาท ลดลงเหลือ 5.02 ล้านล้านบาท ส่วนที่ขายออกไปมากๆ เป็นการถือครองหุ้นไทยระยะสั้นเป็นหลัก ส่วนระยะยาวไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

“ขณะนี้หุ้นไทยเคลื่อนไหวตามภูมิภาคเป็นหลัก แต่เชื่อว่าหากปัจจัยลบในต่างประเทศคลี่คลาย โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางคลี่คลายลง ก็จะมีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะพลิกกลับมาได้ เพราะปัจจัยพื้นฐานของประเทศไม่ได้มีปัญหา” นายภากรกล่าว

นายภากร ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการขยายเวลาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นกับผูัมีส่วนได้ส่วนเสียในตลาด ซึ่งเมื่อรับฟังได้ครบถ้วนแล้วจะนำมาพิจารณาต่อไป

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/NxA7S
More
articles