พร้อมเสนอให้ใช้ราคาต้นทุนบวกกำไร และเก็บภาษีส่งออกเมื่อน้ำมันต่างประเทศแพงไป รวมทั้งให้ลดหนี้กองทุนน้ำมันที่มากเกินไป
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับสำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz ว่า ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และภาระหนี้สินของกองทุนน้ำมัน เป็นเรื่องใหญ่ กำลังทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศ ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไข ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบถึง 103,561 ล้านบาท ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 62,359 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 41,202 ล้านบาท ที่สำคัญกองทุนฯ ยังมีเงินกู้คงค้างถึง 37,497 ล้านบาท และมีภาระค้างจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันและก๊าซอีกเป็นจำนวนมาก
ดร.สุชาติ กล่าวว่า เราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้ประชาชนในอนาคต โดยไม่ได้แก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ระบบการกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นของประเทศไทย ซึ่งใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์เป็นราคาอ้างอิง โดยใช้หลัก Import Parity หรือการเทียบเคียงต้นทุนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ บวกค่าขนส่งและค่าประกันภัย ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันเอง และนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นภายในประเทศ แต่กลับใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาหน้าโรงกลั่น
“ผมเห็นว่า รัฐบาลควรทบทวนหลักการนี้อย่างจริงจัง เพราะประชาชนควรได้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ไม่ใช่ต้องจ่ายราคาที่อ้างอิงต้นทุนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเสมอไป”
โดย ดร.สุชาติ ได้เสนอทางแก้ไป 3 ประการ ประกอบด้วย 1. ยกเลิกระบบราคาอ้างอิงน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ และเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cost Plus คือการกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจากต้นทุนน้ำมันดิบ บวกต้นทุนการกลั่นที่มีประสิทธิภาพ และกำไรที่เหมาะสม รัฐบาลควรจัดให้มีการตรวจสอบต้นทุนอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และเปิดเผยต่อประชาชน เพื่อให้โรงกลั่นได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันประชาชนก็ไม่ต้องจ่ายราคาที่สูงเกินต้นทุนมากเกินไป
2. หากรัฐบาลเกรงว่า การกำหนดราคาภายในประเทศให้ต่ำกว่าราคาต่างประเทศจะทำให้โรงกลั่นส่งน้ำมันออกไปขายต่างประเทศจนเกิดการขาดแคลน กระผมเสนอให้พิจารณาเก็บภาษีส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป โดยกำหนดอัตราภาษีตามความจำเป็นและส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้น ภายใต้กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันไหลออกจากประเทศมากเกินไป มาตรการนี้ต้องออกแบบให้รักษาความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไม่กระทบการแข่งขันและประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมโรงกลั่น
3. ปฏิรูปกองทุนน้ำมันให้มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาในยามวิกฤต ไม่ใช่เป็นกองทุนที่ต้องกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลต้องจัดทำแผนลดการขาดดุลและชำระหนี้กองทุนน้ำมันอย่างชัดเจน กำหนดกรอบระยะเวลา และเปิดเผยภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนรับทราบ การช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อย ควรทำอย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย แทนการอุดหนุนราคาน้ำมันทั่วไปซึ่งผู้มีฐานะดีก็ได้รับประโยชน์ด้วย
ดร.สุชาติ ย้ำว่า แม้จะตระหนักดีว่า ประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ราคาน้ำมันจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงความผันผวนของตลาดโลกได้ทั้งหมด และการเปลี่ยนสูตรราคาก็ต้องคำนึงถึงการลงทุนและความมั่นคงทางพลังงาน แต่คำถามสำคัญคือ เราจะปล่อยให้ประชาชนจ่ายราคาน้ำมันที่ไม่สะท้อนต้นทุนภายในประเทศอย่างเหมาะสม แล้วให้กองทุนน้ำมันกู้เงินมาชดเชยต่อไปอีกนานเท่าใด? ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งศึกษาการเปลี่ยนระบบราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเป็น Cost Plus ตรวจสอบต้นทุนและกำไรอย่างโปร่งใส พร้อมจัดทำมาตรการป้องกันการส่งออกจนเกิดการขาดแคลน และแผนแก้หนี้กองทุนน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม
“ประเทศไทยต้องแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันด้วยการปฏิรูปโครงสร้างราคา ไม่ใช่แก้ด้วยการกู้เงินมาอุดหนุนราคาแล้วผลักภาระหนี้สินไปให้ประชาชนในอนาคต”ดร.สุชาติ กล่าว
#สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz #bkkwealthandbiz #wealthnbiz


