ดร.สุชาติ แนะ! ควรปฏิรูป​สตง.​จาก‘องค์กรตรวจจับความผิด สู่องค์กรพิทักษ์เงินของประชาชน’

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ Bangkok Wealth & Biz ว่า ​สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบการใช้เงินและทรัพย์สินของรัฐ เพราะเงินงบประมาณทั้งหมดมาจากประชาชน ไม่ว่าจะมาจากภาษี​ หรือการกู้เงินที่ประชาชนต้องรับผิดชอบ​ในอนาคต การตรวจเงินแผ่นดินจึงไม่ควรถามเพียงว่า “ทำถูกระเบียบหรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า “เงินของประ​ชาชน​ ถูกใช้โดยสุจริต ประหยัด​​​ คุ้มค่า และเกิดผลจริงหรือไม่” ดังนั้น สตง.ไทยควรปฏิรูปจากระบบที่เน้นตรวจเอกสารและตรวจย้อนหลัง ไปสู่ระบบที่ใช้ข้อมูล เทค​โนโลยี และการประเมินผลลัพธ์ คือเปลี่ยนจากการตรวจ “ถูกระเบียบ” ไปสู่ “ความคุ้มค่า” โครง​การของรัฐอาจทำถูกทุกขั้นตอน แต่ถ้าซื้อของแพง สร้างแล้วไม่ได้ใช้ หรือใช้งบมาก แต่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ก็ถือว่าใช้เงินไม่คุ้มค่า

ดร.สุชาติ กล่าวว่า สตง.จึงควรเพิ่มการตรวจโดยดูความคุ้มค่าของเงิน โดยพิจารณา 3 เรื่องสำคัญ คือ​ Economy: ใช้ต้นทุนเหมาะสมหรือไม่ Efficiency: ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่​ และ​ Effectiveness: บรรลุเป้าหมายจริงหรือไม่ เป้าหมายจึงควรเปลี่ยนจาก​ “ใช้เงินถูกระเบียบหรือไม่” เป็น​ “ประชาชนได้รับประโยชน์คุ้มกับเงินที่จ่ายหรือไม่” โดยควรใช้การตรวจสอบด้วยการใช้ความเสี่ยงเป็นฐาน (Risk-Based Audit) งบประมาณภาครัฐมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะตรวจทุกโครงการในระดับเดียวกัน​ สตง.จึงควรจัดอันดับความเสี่ยง แล้วเน้นตรวจโครงการที่มีลักษณะ เช่น​ มูลค่าสูง, มีผู้เสนอราคาน้อย,​ ผู้รับเหมารายเดิมชนะซ้ำ, ราคาสูงผิดปกติ, แก้สัญญาหรือเพิ่มวงเงินหลายครั้ง, งานล่าช้า, มีข้อร้องเรียนมาก, หน่วยงานมีประวัติความเสียหาย​

“หลักก็คือ “ยิ่งเงินมากและความเสี่ยงสูง ยิ่งต้องถูกตรวจมาก” วิธีนี้จะทำให้ทรัพยากรของ สตง.​ถูกใช้ตรงจุดกว่าการตรวจทุกหน่วยงานในลักษณะเดียวกัน และควรเปลี่ยนจากการตรวจย้อนหลัง เป็นเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) จุดอ่อนของระบบเดิมคือ เมื่อพบความเสียหาย เงินอาจถูกจ่ายออกไปแล้ว แม้จะเอาผิดภายหลังได้ แต่การเรียกเงินคืนยากและใช้เวลานาน​ ดังนั้น สตง.ควรพัฒนา Early Warning และ Real-Time Audit เพื่อค้นหาความผิดปกติก่อน การป้องกันเงิน 1,000 ล้านบาทไม่ให้สูญหาย มีคุณค่ามากกว่าการตรวจพบว่าเงิน 1,000 ล้านบาทสูญหายไปแล้ว”

ดร.สุชาติ ยังแนะนำด้วยว่า สตง.ควรเปลี่ยนจากการตรวจแฟ้มเอกสารไปสู่ Digital Audit ควรเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ เช่น​ ข้อ​มูลงบประมาณ, ข้อมูลบริษัทและกรรมการ, ประวัติผู้รับเหมา, การแก้ไขสัญญา, การเบิกจ่าย, เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้วิเคราะห์ร่วมกัน จะสามารถพบความเชื่อมโยงและความผิดปกติ​ที่การตรวจทีละเอกสารมองเห็นได้ยาก ซึ่งการใช้ Big Data และ AI ตรวจจับคอรัปชัน AI สามารถช่วยวิเคราะห์ธุรกรรมภาครัฐจำนวนมาก และค้นหารูปแบบน่าสงสัย เช่น​ บริษัทหลายแห่งแข่งประมูลกันแต่มีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเกี่ยวข้องกัน, หลายบริษัทใช้ที่อยู่เดียวกัน, ผู้รับเหมาหลายรายผลัดกันชนะงาน, ราคาเสนอแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยผิดธรรมชาติ, หรือโครงการประเภทเดียวกันมีราคาต่างกันมากระหว่างจังหวัด

ดร.สุชาติ กล่าวว่า การแยก “ผิดระเบียบ” ออกจาก “ทุจริต” เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ​ผิดระเบียบไม่ได้หมายความว่าทุจริตเสมอไป การแยกให้ชัดจะทำให้ระบบเข้มแข็งต่อคนโกง แต่เป็นธรรมกับคนสุจริต คุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ตัดสินใจโดยสุจริต​ ระบบตรวจสอบที่เข้มเกินไปอาจทำให้ข้าราชการเกิดความคิดว่า ​“ไม่ทำอะไรเลยปลอดภัยที่สุด” เมื่อไม่มีใครกล้าตัดสินใจ โครงการของรัฐก็ล่าช้าและประชาชนเสียประ​โยชน์​ จึงควรมีหลัก Good Faith Safe Harbor คือคุ้มครองผู้ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

“เมื่อมีการตรวจแล้วต้องติดตามจนจบ การเขียนรายงานไม่ถือว่างานเสร็จ​ ทุกเรื่องสำคัญควรถูกติดตามเป็นลำดับ คือ​ ตรวจพบ-ชี้แจง-แก้ไข-เรียกเงินคืน-ดำเนินคดี จนคดีสิ้นสุด ประชาชนควรทราบได้ว่า​ พบความเสียหายเท่าไร​ เรียกเงินคืนได้เท่าไร​ ใครรับผิดชอบ​ หน่วยงานแก้ไขแล้วหรือยัง​”

ดร.สุชาติ กล่าวอีกว่า ควรให้รัฐสภาและประชาชนใช้ประโยชน์จากงานตรวจมากขึ้น ในสหรัฐฯและอังกฤษมีการใช้รายงานขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐสภาในการตรวจสอบรัฐบาล​ ประเทศไทยจึงควรทำให้รายงานสำคัญของ สตง.เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ​โครงการขนาดใหญ่ที่มีความเสียหาย​ หน่วยงานที่มีปัญหาซ้ำ​ โครงการที่ใช้เงินมากแต่ให้ผลต่ำ​​ แต่ สตง.ต้องรักษาความเป็นอิสระ ไม่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน และต้องเปลี่ยน KPI ของ สตง. เพราะหากการวัดผลงานมาจากจำนวนเรื่องที่ตรวจ เจ้าหน้าที่ก็จะมีแรงจูงใจให้ผลิตรายงานจำนวนมาก จึงควรเปลี่ยน KPI ให้สะท้อนผลประโยชน์ต่อประเทศ เช่น​ ป้องกันความเสียหายได้กี่บาท​ เรียกเงินคืนได้กี่บาท​ ทำให้รัฐประหยัดเงินได้เท่าไร หน่วยงานได้แก้ไขตามข้อเสนอแนะกี่เปอร์เซ็นต์ ปัญหาเดิมลดลงหรือไม่ ตรวจและแก้ปัญหาได้เร็วเพียงใด​ เหล่านี้จะเปลี่ยนวัฒน​ธรรมจาก​ “ผลิตรายงาน” ไปเป็น ​“รักษาเงินประชาชน”

“บทเรียนจากต่างประเทศ​ สหรัฐฯมีจุดเด่นคือไม่ได้ตรวจบัญชีอย่างเดียว แต่ตรวจประสิทธิ ภาพโครงการ วิเคราะห์นโยบาย และสนับสนุนรัฐสภา โดยยึดหลักความเป็นมืออาชีพ เป็นอิสระ และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายการเมือง อังกฤษ​ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของเงิน โดยตรวจว่าเงินภาษีสร้างผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่ และยังรายงานผลประโยชน์ทางการเงินที่เกิดจากงานตรวจสอบด้วย ในสิงคโปร์ ​Auditor-General’s Office เน้นความอิสระ มืออาชีพ และความซื่อสัตย์ ผลการตรวจถูกนำเสนอต่อรัฐสภาและเผยแพร่ต่อสาธารณะ”

ดร.สุชาติ กล่าวว่า ดังนั้น​ การปฏิรูป สตง. ควรทบทวนกฎหมายในประเด็นสำคัญอย่างน้อย 5 ด้าน​ ประการแรก แยกบทบาทคณะกรรมการกับผู้ว่าการให้ชัดเจน​ คณะกรรมการควรทำหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกำกับดูแล ส่วนผู้ว่าการรับผิดชอบการตรวจสอบทางวิชาชีพ เพื่อป้องกันการแทรกแซงงานตรวจเฉพาะราย ประการที่ 2 ​กำหนดความคุ้มค่าของเงินเป็นภารกิจหลัก ครอบคลุมทั้งความถูกต้อง ความประหยัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลลัพธ์ต่อประชาชน​ ประการที่ 3 รองรับ Digital Audit เปิดทางให้ สตง.เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ วิเคราะห์ Big Data และใช้ AI ภายใต้กฎคุ้มครองข้อมูลที่ชัดเจน​ ประการที่ 4​ เพิ่มการคุ้มครองเจ้าหน้าที่สุจริตที่ใช้ดุลพินิจบนข้อมูลและเหตุผลที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ระบบตรวจสอบทำให้ราชการไม่กล้าทำงาน​ และ ประการที่ 5 ​ให้สตง. มี Accountability คือมีความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ตนเอง​

“โดยควรรายงานทุกปีว่าใช้งบเท่าไร ป้องกันความเสียหายได้เท่าไร เรียกเงินคืนได้เท่าไร และข้อเสนอแนะถูกนำไปใช้จริงเพียงใด”ดร.สุชาติ​ กล่าว

#สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz #bkkwealthandbiz #wealthnbiz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/Vf7ff
More
articles