ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ Bangkok Wealth & Biz ว่า ประเทศจีนเจริญเติบโตปีละ 5-6% ขณะที่ประเทศไทยเติบโตต่ำมาก ค่าเงินบาทควรอ่อนกว่าค่าเงินหยวนไปเรื่อยๆ แต่ทำไมเพียงปีเดียวเงินบาทแข็งค่าเทียบเงินหยวนถึงกว่า 10% ซึ่งประเด็นนี้เกิดจากความเข้าใจผิดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่พยายามทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อโลกมานานกว่า 10 ปี ค่าเงินบาทจึงแข็งขึ้นไปเรื่อยๆไปทดแทนอัตราเงินเฟ้อไทยที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อโลก ทำให้ประเทศไทยขายของส่งออกแทบไม่ได้ จึงมาลดการผลิต ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยไม่เจริญเติบโต ประชาชนยากจนลง
“รัฐบาลควรแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำโดยควรแก้ที่เหตุ คือ ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงมาเพื่อให้แข่งขันได้ การส่งออกและท่องเที่ยวก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีกมาก การเติบโตของ GDP ก็จะกลับมาสูงขึ้น สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของหนี้ครัวเรือนและหนี้รัฐบาลก็จะลดลงไปเอง ปัญหามากมายของ SME ก็จะลดลงด้วย เพราะขายของได้ ราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำทั้งหมด ก็จะกลับมาสูงขึ้น”
ดร.สุชาติ กล่าวว่า ที่สำคัญประเทศไทยยังไม่คิดแก้ปัญหาที่ระบบ (Macro) แต่ใช้วิธีคิดเป็นเรื่องๆ (Micro) เช่นรัฐบาลจะไปกู้เงินเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อมาใช้จ่าย ในภาวะที่ ธปท. กดให้ปริมาณเงินบาทเหลือในตลาดน้อยมาก การกู้ของรัฐบาลเช่นนี้ จึงไปเพิ่มดอกเบี้ยในตลาดเงิน ซึ่งสูงมากอยู่แล้วให้สูงขึ้นไปอีก แล้วจะไปลดจำนวนการกู้เงินของเอกชนที่กู้อยู่แล้ว ซึ่งเรียกว่า Crowding out effect

ดร.สุชาติ ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยอยู่ในระบบให้อัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงเสรี (Flexible exchange rate) เมื่อรัฐบาลไปการกู้เงินเพิ่มทำให้ดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือจะเกิดเงินตราต่างประเทศไหลเข้า ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก ไปลดรายได้จากการส่งออกและท่องเที่ยว เมื่อบวกกับการลงทุนเอกชนที่ลดลง ยิ่งจะทำให้ความเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้นน้อยมาก
“แน่นอนครับ แม้ว่าเราอาจเห็นด้วยตาว่ามีแหล่งน้ำ มีถนนเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลนำเงินกู้ใหม่ไปสร้าง แต่ที่เราไม่เห็นคือการลงทุนเอกชนลดลง การส่งออกและท่องเที่ยวลดลง หากรัฐจะไม่ให้เกิดปัญหา Crowding out จะต้องให้แบงค์ชาติไปเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสมเพียงพอ”ดร.สุชาติกล่าว


