จีนให้ ‘ภาษีศุลกากรเป็นศูนย์’ แก่ประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด

ในขณะที่ทั่วโลกกังวลกับเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน อันสืบเนื่องจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ซึ่งก็คือการกลับสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีจุดยืนเกี่ยวกับการประกาศสงครามการค้ากับจีน แม้ประเทศจีนพยายามที่จะหาทางเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดสงครามการค้า แต่ก็มีท่าทีชัดเจนว่าพร้อมจะตอบโต้หากถูกดำเนินการใดๆที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า

แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนประกาศจะให้ “สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นศูนย์” กับสินค้าทุกประเภทที่มาจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries : LDC ) ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน โดยจีนจะยกเว้นภาษีศุลกากรให้ทั้งหมดแบบ 100% โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งจีนถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจใหญ่รายแรกที่ประกาศนโยบายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการภาษีศุลกากรของคณะรัฐมนตรีจีน ได้มีการแถลงก่อนหน้านี้ ว่า แนวทางดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อขยายการเปิดประเทศแบบฝ่ายเดียว ให้กับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด และบรรลุการพัฒนาร่วมกัน โดยสื่อของทางการจีนรายนี้ ระบุว่า จีนนับเป็นประเทศกำลังพัฒนา และเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งแรกในโลก ที่ประกาศนโยบายดังกล่าว ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นของปักกิ่ง ที่จะร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกันแบบวิน-วิน และมอบโอกาสใหม่ ๆ ให้กับโลกผ่านการพัฒนาของตนเอง

ศาสตราจารย์ซ่ง เหว่ย จากคณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทูต มหาวิทยาลัยการศึกษานานาชาติปักกิ่ง กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสการปกป้องทางการค้า และนโยบายฝ่ายเดียวที่เพิ่มมากขึ้นในโลกตะวันตก การเคลื่อนไหวของจีนในการแบ่งปันโอกาสอย่างแข็งขันกับประเทศอื่นๆ บนพื้นฐานของตลาดขนาดใหญ่ ยังส่งผลดีต่อการส่งเสริมการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ และการแบ่งงานกันทำทั่วโลก

“จีนมีเป้าหมายในการช่วยส่งเสริมการเติบโตภายในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น เกษตรกรรมและการผลิต เป็นต้น ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้ขยายกระบวนการเปิดประเทศ โดยได้ยกเลิกข้อจำกัดการเข้าถึงตลาดทั้งหมดสำหรับนักลงทุนต่างชาติในภาคการผลิต ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดประเทศ โดยมอบความแน่นอน และโอกาส ที่จำเป็นอย่างยิ่งให้กับเศรษฐกิจโลก ที่จมอยู่กับการเติบโตที่ซบเซามาหลายปี”

ศาสตราจารย์ซ่ง ยังกล่าวด้วยว่า ในขณะที่โลกตะวันตกใช้นโยบายกีดกันทางการค้าและการกระทำฝ่ายเดียว (unilateralism) อย่างเข้มข้นมากขึ้น จีนเลือกที่จะแบ่งปันโอกาสกับประเทศอื่นๆ โดยอาศัยตลาดขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและการแบ่งงานกันทำ (division of labor) ทั่วโลก

ด้าน ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ได้มีการให้ความเห็นกรณีจีนประกาศยกเว้นภาษีศุลกากร 0% แก่ประเทศกำลังพัฒนา ว่า เป็นการแสดงจุดยืนของจีนที่สนับสนุนเรื่องของเศรษฐกิจการค้าเสรี อันเป็นการสะท้อนว่าการที่สหรัฐฯ มีการเรียกเก็บภาษีอากร กำหนดมาตรการกีดกันอื่นๆนั้น เหมือนการตกยุคหรือหลงยุค ขณะที่จีนออกมาตรการดังกล่าว มองว่าเป็นการสร้างเครือข่ายอีกหนึ่งหนทางในขยายเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมา จีนสนับสนุนเปิดโอกาส เปิดตลาด ลดภาษีให้กับสินค้าต่างประเทศมากขึ้น ทำให้การเป็นผู้นำของจีนในเวทีโลกในเรื่องของการค้าเสรีโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

ส่วนผลที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ดร.ไพจิตร มองว่าเป็นโอกาสของเอกชนและผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ตาม การประกาศลดภาษีให้ประเทศที่กำลังพัฒนา หรือแข่งขันนอกภูมิภาคอื่นๆ อาจมีผลให้สินค้าไทยจะต้องแข่งขันมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญตอนนี้ตลาดจีนเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เพราะเศรษฐกิจเริ่มพลิกฟื้นกลับมา จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัฐกับตลาดจีน เพราะในอนาคตยังมั่นใจไม่ได้ว่า สหรัฐฯจะมีการขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด

จากมุมมองและข้อมูลต่างๆที่ยกมานั้น ประเด็นผลกระทบจากสงครามการค้า ที่อาจเกิดขึ้นจาก ทรัมป์ ที่ย้ำถึงการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศหลายรายการเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะกระตุ้นอุตสาหกรรมสหรัฐฯ โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าสากล 10% และภาษีนำเข้าจากจีน 60% อันจะทำให้สหรัฐฯ ร่ำรวยขึ้น โดยมุ่งเป้าในการขู่ไปที่สินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน ซึ่งทั้ง 3 ประเทศถือเป็นคู่ค้าอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ

รวมถึง ทรัมป์ ยังเคยประกาศนโยบายที่จะเก็บภาษีนำเข้า 100% ต่อประเทศที่หลีกเลี่ยงการใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยกล่าวว่า “หากคุณไม่ใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ คุณจะไม่ได้ทำการค้ากับสหรัฐฯ เพราะผมจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของคุณ 100%” ซึ่งเป้าหมายหลักน่าจะอยู่ที่กลุ่มบริกส์ ที่มี จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย และแอฟริกาใต้ ที่พยายามจะใช้เงินสกุลอื่นในการทำการค้าระหว่างประเทศ

แม้ท่าทีของสหรัฐจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะมองข้าม ยิ่ง มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม หรือ ITIF ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยนโยบายสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไรของสหรัฐ เผยแพร่รายงานการศึกษาในประเด็นที่ว่า พันธมิตรของสหรัฐรายใด มีแนวโน้มสูงสุดที่จะต้องเผชิญกับภาษีศุลกากรของทรัมป์ ปรากฏว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับที่ 2 จากทั้งหมด 39 ประเทศ/ดินแดน ที่จะโดนสหรัฐตอบโต้ด้วยภาษีศุลกากร ไทยยิ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมมากขึ้น

ท่าทีเกี่ยวกับเรื่องภาษีศุลกากรของจีน กับของสหรัฐ จึงแตกต่างกันอย่างยิ่ง และชัดเจนว่าประเทศใดมีท่าทีหรือจุดยืนที่เป็นมิตรกับประเทศอื่นๆมากกว่ากัน

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว บางกอกทูเดย์

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/TQK4c
More
articles